ไอแบงก์ & เอสเอ็ม * * * แบงก์ สัญญาณเตือนภัย "ต้มยำกุ้งรอบใหม่"
 

(Feb.13) วิกฤต "2 แบงก์รัฐ" ยิ่งสาย ยิ่งทรุด : ในที่สุดกระทรวงการคลังก็ต้องเข้าควบคุมกิจการของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็ม * * * แบงก์) และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย(ไอแบงก์) หลังจากที่ทั้งสองธนาคารมีหนี้เสียบักโกรก ถึงขั้นกองทุนติดลบกินทุนเข้าเนื้อมากขึ้นทุกวัน
สถานะของทั้งสองแบงก์ถือว่าอยู่ในขั้นโคม่า เอสเอ็ม * * * แบงก์มีหนี้เสียสูงถึง 3.9 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 40% ของหนี้ทั้งหมด ส่งผลให้เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (บีไอเอส) ติดลบไปแล้ว 0.95% ต้องการใช้เงินเพิ่มทุนปั๊มชีวิตอย่างน้อยถึง 6,000 ล้านบาท

ขณะที่ไอแบงก์อาการก็แย่ไม่ต่างกัน มีหนี้เสียเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดดมาอยู่ที่ 3.9 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 30% ของหนี้ทั้งหมด ทำให้เงินกองทุนบีไอเอสติดลบถึง 5% ต้องการเงินเพิ่มทุนเพื่อให้พ้นจากวิกฤตสาหัสสากรรจ์นี้ไปให้ได้ถึง 1.4 หมื่นล้านบาท

แนวโน้มของทั้งสองแบงก์ในระยะสั้นถือว่าทรงกับทรุดไม่มีทางดีขึ้น เพราะปัญหารุมเร้าหลังจากหนี้เสียโผล่ขึ้นมาจำนวนมาก ทำให้คนขาดความเชื่อมั่นในฐานะของธนาคาร ผู้ฝากเงินเริ่มตีจาก ทำให้ธนาคารขาดสภาพคล่องไม่มีเงินปล่อย * * * ้ การระดมสร้างสภาพคล่องของธนาคารในช่วงนี้ทำให้ต้องแบกต้นทุนสูงกว่าปกติ

ขณะที่การปล่อยสินเชื่อใหม่ก็ทำไม่ได้ เพราะทั้งจากเงินขาดมือ ลูกหนี้ไม่มาขอสินเชื่อ สวนทางกับหนี้เก่าที่หลุดชั้นเป็นหนี้เสียเพิ่มขึ้น ทำให้หนี้เสียของแบงก์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

สถานการณ์ที่ย่ำแย่ ทำให้กระทรวงการคลังนั่งไม่ติด เข้าควบคุมกิจการของทั้งสองแบงก์โดยการส่งทีมเจ้าหน้าที่เข้าไปประกบการทำงานของธนาคารตามแผนฟื้นฟูชนิดวันต่อวัน และให้มีการรายงานกระทรวงการคลังแบบทันทีทันใดหากแบงก์ไม่สามารถดำเนินการตามแผนฟื้นฟูที่วางไว้ได้ หรือมีปัญหาอุปสรรคทำให้ฐานะแบงก์แย่ไปกว่าเดิม

อย่างไรก็ตาม การปล่อยปัญหาหนี้เสียของทั้งสองแบงก์คาราคาซังมานาน จนกลายเป็นช้างตายสองตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด การต้องใช้เงินภาษีถึง 2 หมื่นล้านบาท เพื่อเข้าไปอุ้ม 2 แบงก์รัฐ ที่มีหนี้เสียรวมกันถึง 8 หมื่นล้านบาท ในยามที่รัฐบาลถังแตก การอัดเงินเข้าไปช่วยเหลือเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้เลย

นอกจากนี้ คลังยังผวาว่าการเพิ่มทุนเพื่อแก้ปัญหาทั้งสองแบงก์รัฐ จะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ใส่เงินเข้าไปก็ไปปล่อยสนองนโยบายรัฐบาลเป็นหนี้เสีย ไม่ต่างอะไรกับการเอาเงินภาษีไปแจกชาวบ้านผ่านเอสเอ็ม * * * แบงก์และไอแบงก์ เพราะที่ผ่านมากระทรวงการคลังก็เพิ่มทุนให้กับสองธนาคารนับรวมกันกว่า 1 หมื่นล้านบาท ก็ไม่สามารถแก้ไขหนี้เสียให้ดีขึ้น

เมื่อเป็นเช่นนั้น กระทรวงการคลังจึงต้องยอมเจ็บไม่เพิ่มทุนให้ทั้งสองแบงก์ เพื่อส่งทีมเข้าไปสางหนี้เสียของทั้งสองแห่งเป็นเวลา 6 เดือน ให้ได้ระดับหนึ่งก่อน ว่ามีการทำตามแผนฟื้นฟูและพยายามแก้ไขปัญหาจริงหรือไม่ เพื่อสกัดวัฒนธรรมขอเงินภาษีไปล้างหนี้เสีย และปล่อยหนี้ใหม่ให้เป็นหนี้เสียเพื่อจะได้ขอเงินภาษีไปล้างผิด * * * กเป็นงูกินหางแก้ไม่รู้จักจบ

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาของกระทรวงการคลัง ทำให้วิกฤตแบงก์ลามลึกและยากแก้ไข เพราะหากเทียบมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เมื่อเงินกองทุนบีไอเอสต่ำกว่า 3% ก็ต้องส่งคนเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ มีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารแล้ว

แต่สำหรับเอสเอ็ม * * * แบงก์และไอแบงก์ คลังเห็นสัญญาณหนี้เสียและเงินกองทุนติดลบมานานแล้ว แต่กลับไม่ดำเนินการอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ปล่อยให้มีการดำเนินการปกติจนถึงทุกวันนี้ทำให้การแก้ปัญหายิ่งทำยิ่งแย่ลง

ซ้ำร้าย กระทรวงการคลังเองยังออกมาส่งสัญญาณผิด แม้แต่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ที่ออกมาระบุว่า แบงก์รัฐเงินกองทุนติดลบไม่เสียหายไม่เป็นไร เพราะรัฐบาลดูแลผู้ฝากเงินให้หมด ขณะที่แบงก์ได้รับความเสียหายจากการปล่อย * * * ้ตามนโยบายของรัฐบาลก็จะชดเชยให้

ทัศนคติเช่นนี้นอกจากไม่ทำให้แบงก์รัฐพัฒนา ดีขึ้นแล้ว ยังนิยมบริหารแบงก์บนความเสี่ยง เพราะไม่ต้องกลัวเสียหาย เพราะมีรัฐบาลก็ควักกระเป๋าจ่ายหมกซุกความเสียหายให้อยู่ตลอดเวลา

นอกจากนี้ การเข้าควบคุมเอสเอ็ม * * * แบงก์และไอแบงก์ของกระทรวงการคลัง ก็เป็นไปแบบสุกๆ ดิบๆ ครึ่งๆ กลางๆ ทำให้การแก้ไขปัญหาไม่ได้ผล

ฐานะที่ย่ำแย่เช่นนี้ กระทรวงการคลังต้องใช้ความเด็ดขาดเข้าไปควบคุมกิจการทั้งหมด การยกเครื่องกรรมการหรือผู้บริหาร เพื่อส่งคนที่มีความรู้ความสามารถอย่างแท้จริงเข้าไปแก้ปัญหา เป็นเรื่องที่ต้องดำเนินการโดยเร่งด่วน

การควบคุมแบงก์รัฐ ที่ทำเพียงแค่ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยดูการทำงานไม่มีอำนาจตัดสินใจหรือสั่งการอะไรได้ ก็เป็นแค่การสร้างละครตบตาพยายามเตะถ่วงเวลาให้แบงก์รัฐหาทางแก้ปัญหาแบบซุกหนี้เหมือนที่ผ่านมา

การให้เหตุผลว่าต้องการให้เวลาแบงก์รัฐแก้ตัวทำให้ดีขึ้นก่อน ก็ไม่มีน้ำหนัก เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้นก็เป็นที่ประจักษ์อยู่แล้ว กรรมการและผู้บริหารชุดปัจจุบันล้มเหลวในการแก้ไขปัญหา

ทั้งนี้ เป็นที่รู้กันมานานว่า ปัญหาของเอสเอ็ม * * * แบงก์และไอแบงก์ ไม่ใช่เรื่องใหม่ ธปท.เข้าไปตรวจพบความไม่ชอบมาพากล และการลงบัญชีหนี้เสียที่ไม่สะท้อนความเป็นจริงเป็นเวลานานกว่าปีแล้ว แต่กระทรวงการคลังก็ไม่ได้ดำเนินการแก้ไขอย่างจริงจัง เพราะไม่อยากให้เข้าเนื้อตัวเอง เพราะความเสียเกิดจากการปล่อยนโยบายของรัฐบาล

นอกจากนี้ ข้อมูลการตรวจสอบของ ธปท. ยังถูกการเมืองนำไปใช้เพื่อทำลายผู้บริหารฝ่ายตรงข้าม ในกรณีของไอแบงก์ ธปท.เข้าไปตรวจเจอ คลังก็ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ แต่ผู้บริหารขณะนั้นมีความใกล้ชิดเจ๊ใหญ่เจ๊เล็กทางฝ่ายการเมือง ทำให้ผลการตรวจสอบของคลังไม่พบการทุจริต

แต่ในฟากเอสเอ็ม * * * แบงก์ ผลตรวจสอบของ ธปท.ถูกใช้เป็นเครื่องปลดผู้บริหารออกจากตำแหน่ง ทำให้การทำงานของแบงก์หยุดชะงักเพราะไม่มีใครกล้าทำอะไร เพราะกลัวถูกเล่นงานเข้าคุกเข้าตะราง ทำให้ฐานะของแบงก์ยิ่งวันยิ่งต่ำลงทุกวัน

การที่คลังยังปล่อยให้ทั้งสองแบงก์แก้ปัญหาแบบเอาดีใส่ตัว เอาชั่วโยนใส่คนอื่น กลายเป็นปมปัญหาทำให้แบงก์ทั้งสองแห่งทรุดหนักมากกว่านี้เข้าไป * * * ก เพราะตอนนี้ไอแบงก์ก็จะตั้งกรรมการสอบเอาผิดผู้บริหารชุดเก่า ขณะที่เอสเอ็ม * * * แบงก์ก็เตรียมฟ้องศาลเอาผิดกับผู้บริหารที่ถูกปลดไปก่อนหน้านี้ เพื่อเป็นการกลบเรื่องความเสียหายไม่ใช่มาจากนโยบายรัฐที่ผิดพลาด แต่มาจากความผิดพลาดส่วนบุคคลของผู้บริหาร

การปล่อยให้ทั้งสองแบงก์แก้ปัญหาแบบเป็นก๊กเป็นเหล่าอย่างนี้ ผลที่ตามมาทำให้แบงก์หยุดชะงักเดินหน้าไม่ได้ เพราะทุกคนจะป้องกันตัวไม่ทำอะไร เพื่อไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเล่นงานได้ แบงก์ก็ตกอยู่ในสภาพกลายเป็นผีดิบไม่มีชีวิต ไม่มีเงินฝาก ไม่ปล่อยสินเชื่อ ไม่แก้หนี้เสีย นอนรอวันให้กระทรวงการคลังใส่เงินมาชุบชีวิต หากคลังไม่ใส่เงินก็ต้องกลายเป็นแพะรับบาป ทำให้แบงก์ล้มเพราะไม่มีทุน

การแก้วิกฤตเอสเอ็ม * * * แบงก์และไอแบงก์ จึงต้องตกอยู่ในวังวนของปัญหาที่เพิ่มขึ้นแบบปัญหาเก่าแก้ไม่ได้ปัญหาใหม่เข้ามาถม ยิ่งแก้ยิ่งทรุด หนี้ท่วมธนาคาร เงินกองทุนติดลบมากขึ้น

Source: Posttoday

เขียนโดย   คุณ คน เต้าข่าว

วันที่ 14 ก.พ. 2556 เวลา 07.02 น. [ IP : 125.26.121.138 ]  
 
 

(Feb.14) ลูกค้าไอแบงก์ฮึ่ม โดนดองสินเชื่อ ยกพลกระทุ้ง ด้านเอสเอ็ม * * * แบงก์ยอมรับ โครงการรัฐมีส่วนสร้างหนี้เสีย :
รายงานข่าวจากธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (ธอท.) หรือไอแบงก์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 ก.พ.2556 กลุ่มตัวแทนลูกค้าที่รวมตัวกันราว 50 คน ซึ่งมาจากภาคใต้ หนองจอก และบางกะปิ ได้เข้ามายื่นหนังสือร้องเรียนให้นายธานินทร์ อังสุวรังสี กรรมการผู้จัดการไอแบงก์ ขอให้ช่วยปล่อยสินเชื่อให้รายย่อยมากขึ้น เพราะนับตั้งแต่นายธานินทร์เข้ามารับตำแหน่งตั้งแต่ช่วง พ.ย.2555 ก็มีนโยบายไม่ให้ปล่อยสินเชื่อ จนได้รับความเดือดร้อน โดยเฉพาะลูกค้าที่เป็นชาวมุสลิม

นางอารียา พงษ์สมบัติ ตัวแทนกลุ่มอิสลาม เปิดเผยว่า ได้รับการร้องเรียนจากกลุ่มสมาชิกว่า ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อให้กับลูกค้ากิจการรายย่อย ทั้งที่รับการอนุมัติการ * * * ้แล้วจำนวน 1 แสนบาท โดยเจ้าหน้าที่ธนาคารอ้างว่า ต้องรอคำสั่งอนุมัติจากสำนักงานใหญ่ก่อน ทำให้ธุรกิจไม่มีเงินทุนหมุนเวียนกิจการต่อ ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก

ด้านนายธานินทร์กล่าวว่า หลังจากได้รับหนังสือร้องเรียนแล้วจะดำเนินการตรวจสอบ โดยได้ขอเลขบัญชีของลูกค้ารายย่อยที่มาร้องเรียนมาดูแล้วว่ามีขั้นตอนที่ติดขัดอย่างไร

ด้านการประชุมคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายฉลาด ขามช่วง ส.ส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน ได้พิจารณาเรื่องปัญหาหนี้สินของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) โดยได้เชิญนายชาตรี เวทสรณสุธี ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยวางแผนและงบประมาณ มาชี้แจงถึงปัญหาและแผนฟื้นฟูกิจการ

โดยนายชาตรีกล่าวว่า สินเชื่อที่เป็นหนี้เสียของธนาคาร มีทั้งในส่วนที่เป็นสินเชื่อทั่วไปและสินเชื่อโครงการ ซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ส่วนการตรวจสอบการทุจริตปล่อยสินเชื่อ มีระบบตรวจสอบร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่แล้ว ถ้าพบว่ามีมูลความผิดจะดำเนินการตามกฎหมาย.

Source: Thaipost

เขียนโดย   คุณ Social News

วันที่ 14 ก.พ. 2556 เวลา 07.17 น. [ IP : 125.26.121.138 ]  
 
 

(Feb.13) เอสเอ็ม * * * แบงก์รับโครงการรัฐมีส่วนทำหนี้เสีย : เอสเอ็ม * * * แบงก์ ยอมรับ โครงการรัฐมีส่วนสร้างหนี้เสีย ผนวกสารพัดวิกฤต "เศรษฐกิจ-ภัยพิบัติ" ซ้ำเติมปัญหา

การประชุมคณะกรรมาธิการแก้ไขปัญหาหนี้สินแห่งชาติ สภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายฉลาด ขามช่วง สส.ร้อยเอ็ด พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน ได้พิจารณาเรื่อง ปัญหาหนี้สินของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ธพว.) หรือเอสเอ็ม * * * แบงก์ โดยได้เชิญนายชาตรี เวทสรณสุธี ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยวางแผนและงบประมาณ มาชี้แจงถึงปัญหาและแผนฟื้นฟูกิจการ

นายชาตรี กล่าวว่า สาเหตุปัญหามาจากลูกหนี้ของ ธพว. ที่เป็นผู้ประกอบการธุรกิจในรอบ 5-7 ปีที่ผ่านมา ต้องเจอกับปัญหาหลายด้าน ทั้งปัญหาเศรษฐกิจและภัยพิบัติ ทำให้พอเมื่อเริ่มจะมีความสามารถในการชำระหนี้ได้ก็ต้องมาเจอกับปัญหาซ้ำเข้าไป * * * ก จึงกระทบต่อสภาพคล่องและไม่สามารถชำระหนี้กับธนาคารได้ตามกำหนดจนกลายเป็นหนี้เสีย

"สินเชื่อที่เป็นหนี้เสียของธนาคาร มีทั้งในส่วนที่เป็นสินเชื่อทั่วไปและสินเชื่อโครงการซึ่งเป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี โดยใน 4-5 ปีที่ผ่านมา สินเชื่อโครงการของธนาคารเพิ่มขึ้นมากเพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับประเทศ เช่นเมื่อครั้งประเทศเกิดเหตุการณ์โรคไข้หวัดนกระบาดทางธนาคารก็เข้าไปช่วยให้เกษตรได้รับสินเชื่อเพื่อไปปรับปรุงฟาร์มให้มีมาตรฐาน เช่นเดียวกับเหตุการณ์น้ำท่วม ปรากฏว่าก็มีทั้งในรายที่สามารถชำระหนี้ได้และชำระหนี้ไม่ได้ เป็นต้น ทำให้เราต้องคอยประคบประหงมกันต่อไปเรื่อยๆ" นายชาตรี กล่าว

นายชาตรี กล่าวว่า ส่วนเรื่องการตรวจสอบการทุจริตปล่อยสินเชื่อทางธนาคารได้มีระบบตรวจสอบร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยอยู่แล้วโดยถ้าพบว่ามีมูลความผิดก็จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

Source: Posttoday

เขียนโดย   คุณ Social News

วันที่ 14 ก.พ. 2556 เวลา 07.18 น. [ IP : 125.26.121.138 ]  
 
 

ปูสับสนคุ้มครองเงินฝาก 'ไอแบงก์'
กลายเป็นประเด็นทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์ จนมีการโพสต์ข้อความกันในสังคมออนไลน์

โดย ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์

สำหรับคำสัมภาษณ์ของ นายกรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร"ในประเด็นถึงธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย(ไอแบงก์) ที่ประสบปัญหาหนี้เสียและประชาชนขาดความเชื่อมั่นในกิจการจนมีการแห่ถอนเงินออกจำนวน4,800 ล้านบาท ในช่วงเวลากว่า 2 สัปดาห์ โดยนายกฯชี้แจงว่า ประชาชนไม่ต้องวิตกกังวล เพราะได้รับการคุ้มครองจาก พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก

แวดวงโซเชียล "เพจสายตรงภาคสนาม" ได้ไปสืบค้น พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 ได้ข้อสรุปว่า"ไอแบงก์"และสถาบันการเงินของรัฐไม่ได้รับความคุ้มครองเงินฝากจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก

พ.ร.บ.คุ้มครองเงินฝาก พ.ศ. 2551 ซึ่งออกในสมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาตรา 3 ในพระราชบัญญัตินี้ "สถาบันการเงิน"หมายความว่า ธนาคารพาณิชย์ บริษัทเงินทุน หรือบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน หรือธนาคารที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกา

มาตรา 4 ธนาคารที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้นธนาคารใดสมควรจะให้มีการคุ้มครองเงินฝากของธนาคารตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้ธนาคารนั้นเป็นสถาบันการเงิน จากข้อกฎหมายข้างต้นทำให้ธนาคารที่มีกฎหมายเฉพาะจัดตั้งขึ้น เช่น ธนาคารรัฐจะไม่ได้รับความคุ้มครองตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้

และเมื่อตรวจสอบในเว็บไซต์ของสถาบันการเงินคุ้มครองเงินฝาก http://www.dpa.or.th ได้ระบุรายชื่อสถาบันการเงินที่ได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายไว้แบ่งเป็น ธนาคารพาณิชย์ 31 แห่ง บริษัทเงินทุน 2 แห่ง และบริษัทเครดิตฟองซิเอร์ 3 แห่ง ซึ่งล้วนแต่เป็นสถาบันการเงินของเอกชนทั้งสิ้น และไร้ชื่อการคุ้มครอง"ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย"และแบงก์รัฐอื่นๆ

สรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก กล่าวว่า ประชาชนอย่าตื่นตกใจว่าหากสถาบันการเงินของรัฐมีปัญหา เพราะรัฐบาลคุ้มครองเงินฝาก100% อยู่แล้ว ซึ่งคุ้มครองเงินฝากที่ดีกว่า สถาบันประกันเงินฝาก ที่ขณะนี้คุ้มครองเงินฝาก 50 ล้านบาทต่อรายต่อสถาบันการเงิน

"ธนาคารของรัฐจะมีรัฐบาลหรือกระทรวงการคลังถือหุ้น 100% ซึ่งจะดูแลผู้ฝากเงินและค้ำประกันผู้ฝากเงิน 100% ซึ่งมีความมั่นคงอยู่แล้ว ดังนั้นผู้ฝากเงินไม่ต้องตื่นตกใจแม้ว่าธนาคารของรัฐบาลไม่ได้เป็นสมาชิกสถาบันการคุ้มครองเงินฝาก หรือจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนคุ้มครองเงินฝากก็ตาม"สรสิทธิ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กฎหมายคุ้มครองเงินฝากก็ไม่ได้ปิดกั้นธนาคารของรัฐเข้ามาอยู่ในกฎหมายคุ้มครองเงินฝาก แต่ก็ขึ้นอยู่กับนโยบายของรัฐบาลด้วยว่าจะให้สถาบันการเงินมาอยู่สถาบันคุ้มครองเงินฝากหรือไม่ และถึงแม้ว่าสถาบันการเงินของรัฐไม่อยู่กับสถาบันคุ้มครองเงินฝาก แต่ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะรัฐก็ต้องดูแล

ทั้งนี้ ปัจจุบันสถาบันคุ้มครองเงินฝากคุ้มครองเงินฝากธนาคารพาณิชย์เอกชน 31 แห่ง บริษัทเงินทุน 2 แห่ง และเครดิตฟองซิเอร์ 3 แห่ง มียอดเงินคุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 50 ล้านบาท จำนวน 81.54 ล้านบัญชีคิดเป็นวงเงิน 8.86 ล้านล้านบาท

ก่อนหน้านี้ สถาบันคุ้มครองเงินฝากได้เลื่อนกำหนดเพดานการคุ้มครองเงินฝากจำนวน 50 ล้านบาท ออกไป * * * ก 3 ปี (11 ส.ค. 2555-10 ส.ค. 2558) โดยคงระดับการคุ้มครองไว้ที่ 50 ล้านบาท ต่อ 1 รายผู้ฝาก ต่อ 1 สถาบันการเงิน ตามพระราชกฤษฎีกาซึ่งกำหนดจำนวนเงินฝากที่ได้รับการคุ้มครองเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2555

การให้ข้อมูลระดับนายกรัฐมนตรีที่ผิดและไม่มีการตรวจสอบก่อน จึงทำให้ประชาชนผู้ฝากเงินแตกตื่นอย่างมาก เพราะเมื่อมีการโทรศัพท์ไปสอบถามสถาบันคุ้มครองเงินฝากจำนวนมาก และส่วนใหญ่ก็ได้รับคำอธิบายว่า สถาบันคุ้มครองเงินฝากไม่ได้คุ้มครองเงินฝากของธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย และธนาคารรัฐกลายเป็นบทเรียนหนึ่ง นายกรัฐมนตรีและทีมงานต้องจดจำ และหาทางแก้ไขในการชี้แจงกับประชาชน

เขียนโดย   คุณ Social News

วันที่ 22 ก.พ. 2556 เวลา 18.03 น. [ IP : 125.26.114.36 ]  
 
 

    นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง เขียนข้อความบนเฟสบุ๊ก Korn Chatikavanij ว่า "การเป็นคนที่น่าเชื่อถือ มีค่ามากกว่าการเป็นคนที่คนรัก"

    เมื่อวันพุธผมได้ไปเยี่ยมผู้บริหารชุดใหม่ของธนาคารอิสลามในฐานะกรรมาธิการสภาฯ มีปัญหามากครับโดยเฉพาะความสั่นคลอนในความน่าเชื่อถือที่มีต่อธนาคาร จากข่าวเรื่องหนี้เสีย และการลังเลที่จะเพิ่มทุนโดยกระทรวงการคลัง

     การบริหารสถาบันการเงินเป็นงานละเ * * * ยดอ่อน เรื่องความน่าเชื่อถือเป็นเรื่องสำคัญที่สุดจึงไม่แปลกใจว่ามีการแห่ถอนเงินฝากไปกว่า 4,800 ล้านบาทแล้ว ในเวลาเพียงแค่ 7 วันที่ผ่านมา

จึงเป็นที่มาของการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนโดยท่านนายกฯ ยิ่งลักษณ์วันนี้ว่า เรามี พรบ.การคุ้มครองเงินฝากอยู่แล้ว ดังนั้นทุกบัญชีเงินฝากจะได้รับการคุ้มครอง ดังนั้นขอให้ประชาชนไม่ต้องกังวลในส่วนนี้

     ปัญหาคือ คุณยิ่งลักษณ์พูดโดยไม่รู้ข้อเท็จจริง หรือไม่ก็มีเจตนาโกหกหลอกลวงประชาชน เพราะ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก 'ไม่' ครอบคลุมการคุ้มครองผู้ฝากเงินในธนาคารของรัฐ เพียงแต่คุ้มครองผู้ฝากเงินในธนาคารพาณิชย์ที่จ่ายค่าธรรมเนียมเข้ากองทุนแต่ละปีเท่านั้น หากจะให้คุ้มครองธนาคารรัฐได้ ต้องออกพระราชกฤษฎีกาแยกต่างหาก

     ผมได้ยินเรื่องการสัมภาษณ์ของนายกฯยิ่งลักษณ์พร้อมกับคุณอภิสิทธิ์ขณะที่เราทั้งคู่อยู่บนเวทีหาเสียงเลือกตั้งผู้ว่าฯที่สวนหลวง ในชั้นแรกเราให้เกียรติท่านนายกฯว่ารัฐบาลท่านคงได้ออกพระราชกฤษฎีกาไปแล้ว ถึงได้กล้าพูดอย่างนี้ แต่หลังจากที่ตรวจเช็คก็ปรากฎว่ายังไม่มี

ถ้าธนาคารมีปัญหา ก็ขึ้นอยู่กับว่าผู้ถือหุ้นจะเข้ามาดูแลผู้ฝากหรือไม่ ซึ่งผู้ถือหุ้นเขาก็ส่งสัญญาณไว้ว่า เขาไม่คิดจะเพิ่มทุนตามที่ขอมาที่นายกฯพูดอย่างนี้ ถ้าไม่รีบออกมาแก้ข่าวยอมรับผิด อนาคตถูกลูกค้าฟ้องได้นะครับว่าหลอกลวง

      นี่ยังไม่นับข้อเท็จจริงว่า 'กองทุนคุ้มครองเงินฝาก' ตอนนี้ก็อ่อนเปลี้ย เพราะรัฐบาลได้ออกกฏหมายโอนค่าธรรมเนียมที่เคยได้รับจากธนาคารพาณิชย์ เอาไปชำระดอกเบี้ยของหนี้กองทุนฟื้นฟู ที่รัฐบาลนี้เองเป็นคนไปออก พรก.โอนหนี้ ตอนต้นปี 2555 แทนที่จะใช้เงินรัฐบาลเองในการดูแลส่วนนี้

     ซึ่งผมได้เคยเตือนไว้แล้วว่า จะทำให้กองทุนฯ ขาดศักยภาพในการดูแลเงินฝากของประชาชนในกรณีที่เกิดวิกฤติเห็นใจผู้ฝากเงินครับ !ผมต้องขอตำหนิผู้บริหารที่ไม่ระมัดระวังเพียงพอในการสื่อสาร อาจเป็นเพราะมุ่งมั่นมากเกินไปที่จะโยนบาปให้กับผู้บริหารชุดเดิม เข้ามาใหม่มีไฟแรงนั้นเป็นเรื่องที่ผมสนับสนุน แต่การบริหารสถาบันการเงินไม่เหมือนธุรกิจทั่วไป อย่างไรผมก็ขอเป็นกำลังใจให้ เพราะเห็นว่าพยายามทำในสิ่งที่ดี

     แต่ผมต้องขอต่อว่าท่านนายกฯโดยตรง เหมือนกับที่ว่าตอนบนครับ อย่ามัวแต่ห่วงว่าคนจะรักหรือเปล่า ยิ่งเป็นถึงนายกฯควรจะใส่ใจมากกว่าว่า คนเชื่อถือในคำพูดและการกระทำเราเพียงใด แต่แล้วผมก็เชื่อว่าท่านนายกฯคงไม่ได้คิดเองในสิ่งที่พูดไป ก็ไปว่ากันเองแล้วกันว่าได้ข้อมูลจากใคร

เขียนโดย   คุณ Social News

วันที่ 25 ก.พ. 2556 เวลา 12.49 น. [ IP : 125.26.127.138 ]  
 
 

เพลินเพลงโดนใจ "บ่องต่ง"
ที่ลิงค์
http://www.facebook.com/photo.php?v=4612495441103&set=vb.1554044990&type=2&theater
"รถไฟความเลวสูง"
ที่ลิงค์
http://www.facebook.com/photo.php?v=4629128376916&set=vb.1554044990&type=2&theater

เขียนโดย   คุณ Social News

วันที่ 30 มี.ค. 2556 เวลา 16.33 น. [ IP : 125.26.121.197 ]  
 
     
: รายละเอียด  
 
: แนบไฟล์  
      ขนาดไฟล์ไม่เกิน 2 MB
 
: ชื่อผู้เขียน  
 
 
  กรุณาติ๊กถูก ที่ช่องด้านบนค่ะ
 
 
 
 
  (1)